เวอร์ชันเต็ม: [-- สรุปสาระสำคัญ พรฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 --]

ดาวน์โหลด แนวข้อสอบ รับราชการ ก.พ. อบต. ธกส. ครูผู้ช่วย ตำรวจ เอกสารคู่มือเตรียมสอบ -> คู่มือเตรียมสอบตำรวจ -> สรุปสาระสำคัญ พรฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 [สั่งพิมพ์] เข้าสู่ระบบ -> ลงทะเบียน -> ตอบกลับ -> ตั้งกระทู้

chatchai1 2011-05-12 11:14

สรุปสาระสำคัญ พรฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546

สรุปสาระสำคัญ พรฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546
ที่มาของพระราชกฤษฎีกาฯ
การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี(Good Governance) แนวความคิดในการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี เป็นวัฒนธรรมในการอยู่รวมกันเป็นสังคมมานานนับพันปีแล้ว ซึ่งเป็นหลักการเพื่อการอยู่ร่วมกันในบ้านเมืองและสังคมอย่างมีความสงบสุข สามารถประสานประโยชน์และคลี่คลายปัญหาข้อขัดแย้งโดยสันติวิธีและสังคมมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา สังคมโลกมีการเปลี่ยนแปลงทั้งการเมือง การพัฒนาประชาธิปไตยที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน และการพัฒนาด้านต่างๆ ในยุคโลกาภิวัตน์ และเทคโนโลยีได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ประเทศต่างๆ ต้องตื่นตัว และทุ่มเททรัพยากรเพื่อการปฏิรูปการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมของตนให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงและกติกาใหม่ของสังคม

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการปฏิรูปและต้องดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง ได้แก่
- ภาครัฐในโลกยุคใหม่ ต้องปรับลดบทบาทจากผู้ปกครองมาเป็นผู้ให้บริการ และธำรงรักษาความเป็นธรรมในสังคม ภาคประชาชนและภาคเอกชนมีบทบาทในการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมมากขึ้น
- ภาคเอกชนได้ปรับปรุงระบบบริหารจัดการตามหลักการบริหารงานสมัยใหม่อย่างต่อเนื่องและรวดเร็วเพื่อความอยู่รอดและการแข่งขัน
- ภาครัฐไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็ว รุนแรง เปิดกว้าง และมีการแข่งขันสูงขึ้น
- ผลจากการที่ภาครัฐปรับตัวไม่ทันการณ์ ภาครัฐมีความอ่อนแอ ล้าสมัย ไม่สามารถบริหารจัดการประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศตกต่ำ เกิดภาวะหนี้ท่วมท้น
- สังคมเสื่อมศรัทธาในภาครัฐ ทั้งในเรื่องการบริหาร และการทุจริตประพฤติมิชอบ
เป้าหมายของการปรับปรุงการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคม
ในยุคสังคมสมัยใหม่ทุกประเทศมีแนวทางการปรับปรุงการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคม (Governance) ที่มีจุดร่วมเมืองกัน คือ ความสงบสุขของประชาชน เสถียรภาพ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งประเทศไทยได้มาจากการจัดทำรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับความพยายามในการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (Good Governance) สำหรับสังคมไทยโดยเน้นการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจของภาครัฐมากขึ้น การประกันและคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ภาครัฐมีการบริหารการปกครองที่โปร่งใส สามารถถูกตรวจสอบโดยประชาชนมากขึ้น

ความหมายของการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี
คำว่า Good Governance ประกอบด้วย คำว่า “good(adj.) ดี, มีคุณธรรม, ถูกต้อง, เหมาะสม, นิสัยดี, คุณภาพดี, มั่นคง, มีประโยชน์, ฯลฯ” และคำว่า “governance(n.) การปกคอง, การควบคุม, ระบบการปกครอง, ระบบการจัดการ” ดังนั้น Good Governance โดยศัพท์จึงหมายถึง กติกา หรือ กฎเกณฑ์การบริหารการปกครองที่ดี เหมาะสมและเป็นธรรม ที่ใช้ในการธำรงรักษาบ้านเมืองและสังคม อันหมายถึง การบริหารทรัพยากรและสังคมที่ดีในทุกๆ ด้านและทุกๆ ระดับ รวมถึงการจัดระบบองค์กรและกลไกของคณะรัฐมนตรี ส่วนราชการ องค์กรของรัฐและรัฐบาลที่ไม่ใช่ส่วนราชการ การบริหารราชการส่วนภูมิภาคและท้องถิ่น องค์กรที่ไม่ใช่รัฐบาล องค์กรของเอกชน ชมรมและสมาคมเพื่อกิจกรรมต่างๆ นิติบุคคล เอกชน และภาคประชาสังคม การบริหารราชการที่เรียกว่า “Good Governance” นั้น ภาคเอกชนได้นำมาใช้กับการบริหารองค์กรของตน โดยใช้คำว่า “บรรษัทภิบาล” และภาครัฐนำมาใช้กับการบริหารราชการ โดยใช้คำว่า “ธรรมาภิบาล”

การบัญญัติกฎหมายการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
การบริหารราชการแผ่นดิน แนวความคิดจะต้องปฏิรูประบบราชการให้เปลี่ยนแปลงไปในทางพัฒนาที่ดี โดยนำแนวความคิดมาจากต่างประเทศ และแนวความคิดดังกล่าว ได้ถูกนำมาใช้ในภาคเอกชน ต่อมาภาครัฐก็ได้นำมาใช้ด้วย การมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการสร้างระบบบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี พ.ศ. 2542 ขึ้นมาใช้ก่อน

ซึ่งต่อมาได้มีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545
เพื่อแก้ไขว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 มาจากมาตรา 3/1
ซึ่งบัญญัติว่า การบริหารราชการตามพระราชบัญญัตินี้ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจการตัดสินใจการอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน ทั้งนี้ โดยมีผู้รับผิดชอบต่อผลงาน
การจัดสรรงบประมาณและการบรรจุและการแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่ง และปฏิบัติหน้าที่ต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามวรรคหนึ่ง

ในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการต้องใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้คำนึงถึงความรับผิดชอบของผู้ปฏิบัติงาน การมีส่วนร่วมของประชาชน การเปิดเผยข้อมูล การติดตามตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมของภารกิจเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรานี้จะตราเป็นพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการปฏิบัติราชการและการสั่งการให้ส่วนราชการและข้าราชการปฏิบัติก็ได้

วัตถุประสงค์และความจำเป็น ของพระราชกฤษฎีกาฯ คือ
“การกำหนดแบบแผนการปฏิบัติราชการ “ ที่จะทำให้เกิด
• การบริหารราชการที่ดี
• กำหนดแนวทางการปฏิบัติราชการให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
• เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ของงานที่วัดผลได้ตามมาตรา 3/1 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบ
บริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545
1. เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
3. มีประสิทธิภาพเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
4. ลดขั้นตอนการปฏิบัติงานที่เกินความจำเป็น
5. ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ
6. มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ

ประโยชน์ที่จะได้รับของพระราชกฤษฎีกา ฯ
1. รัฐสามารถกำหนดนโยบายและเป้าหมายการดำเนินงานได้ชัดเจนและมีกลไกที่จะพัฒนาองค์กรภาครัฐให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้
2. ส่วนราชการและข้าราชการ มีแนวทางในการปฏิบัติราชการที่เป็นมาตรฐานชัดเจนมีความโปร่งใส สามารถวัดผลการดำเนินงานได้
3. ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็ว สามารถตรวจสอบการดำเนินงานได้ และมีส่วนร่วมในการบริหารส่วนราชการ

ขอบเขตการใช้บังคับของพระราชกฤษฎีกา ฯ
1. พระราชกฤษฎีกาใช้บังคับกับส่วนราชการในทุกกระทรวง ทบวง กรม โดย สำนักงาน ก.พ.ร. จะเป็นผู้จัดทำปฏิทินกำหนดเรื่อง เวลา และหน่วยงานที่จะต้องปฏิบัติ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน
1.1 ส่วนราชการสามารถดำเนินการได้ทันที ตามพระราชกฤษฎีกา ฯ
- หมวด 1 การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
- หมวด 2 การบริหารราชการเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชน
- หมวด 5 การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
- หมวด 7 การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชนในแต่ละเรื่องเสร็จเรียบร้อยก่อนจึงจะสามารถดำเนินการได้
1.2 ส่วนราชการต้องรอให้สำนักงาน ก.พ.ร. ได้สร้างความเข้าใจและออกแบบแนวทางปฏิบัติในแต่ละเรื่องเสร็จเรียบร้อยก่อนจึงจะสามารถดำเนินการได้
2. กรณีของรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้หน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแลองค์กรดังกล่าวตามกฎหมาย มีหน้าที่ดูแลให้มีการกำหนดแนวทางการบริหารงานให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา
3. เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ สำนักงาน ก.พ.ร. อาจเสนอแนวทางปฏิบัติในเรื่องใดเพิ่มขึ้นต่อ คณะรัฐมนตรี เพื่อกำหนดมาตรการอื่น ๆ เพิ่มเติมให้ส่วนราชการต้องปฏิบัติอีกก็ได้
4. เพื่อให้มีการจัดทำแผนงานต่าง ๆ ไม่เป็นภาระแก่ส่วนราชการเกินความจำเป็นให้ส่วนราชการที่ได้จัดทำแผนงานตามพระราชกฤษฎีกาและตามกฎหมายอื่นแล้ว และมีลักษณะอย่างเดียวกันให้ถือว่าเป็นแผนเดียวกัน

การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาล

(GOOD GOVERNANCE)

หลักธรรมาภิบาล
หมายถึง แนวทางในการจัดระเบียบเพื่อให้สังคมของประเทศทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ เอกชนและภาคประชาชน สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข และตั้งอยู่ในความถูกต้องเป็นธรรมตามหลักพื้นฐานการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
ดังนี้

1. หลักนิติธรรม (The Rule of Law)

หลักนิติธรรม
หมายถึง การปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆโดยถือว่าเป็นการปกครองภายใต้กฎหมายมิใช่ตามอำเภอใจ หรืออำนาจของตัวบุคคลจะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรม และความยุติธรรม รวมทั้งมีความรัดกุมและรวดเร็วด้วย

2. หลักคุณธรรม (Morality)

หลักคุณธรรม
หมายถึง การยึดมั่นในความถูกต้อง ดีงาม การส่งเสริมให้บุคลากรพัฒนาตนเองไปพร้อมกันเพื่อให้บุคลากรมีความซื่อสัตย์ จริงใจ ขยัน อดทน มีระเบียบ วินัยประกอบอาชีพสุจริต เป็นนิสัยประจำชาติ

3. หลักความโปร่งใส (Accountability)

หลักความโปร่งใส
หมายถึง ความโปร่งใส พอเทียบได้ว่ามีความหมาย ตรงข้าม หรือเกือบตรงข้ามกับการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยที่เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นให้มีความหมายในเชิงลบและความน่าสะพรึงกลัวแฝงอยู่ความโปร่งใสเป็นคำศัพท์ที่ให้แง่มุมในเชิงบวกและให้ความสนใจในเชิงสงบสุขประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้สะดวกและเข้าใจง่ายและมีกระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้องอย่างชัดเจนในการนี้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานให้มีความโปร่งใส

4. หลักการมีส่วนร่วม (Participation)

หลักการมีส่วนร่วม
หมายถึง การให้โอกาสให้บุคลากรหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมทางการบริหารจัดการเกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องต่างๆเช่น เป็นคณะอนุกรรมการ และหรือคณะทำงานโดยให้ข้อมูลความคิดเห็น แนะนำปรึกษาร่วมวางแผนและร่วมปฏิบัติ

5.หลักความรับผิดชอบ (Responsibility)

หลักความรับผิดชอบ
หมายถึง การตระหนักในสิทธิและหน้าที่ ความสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคม การใส่ใจปัญหาการบริหารจัดการการกระตือรือร้นในการแก้ปัญหาและเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างรวมทั้งความกล้าที่จะยอมรับผลดีและผลเสียจากกระทำของตนเอง

6. หลักความคุ้มค่า(Cost-effectivenessof Economy)

หลักความคุ้มค่า
หมายถึง
การบริหารจัดการและใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวมโดยรณรงค์ให้บุคลากรมีความประหยัด ใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างคุ้มค่าและรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ยั่งยืน

บทสรุป
ในเรื่อง Good Governance ที่ประเทศไทยนำมาใช้ และนำมาเป็นกฎเกณฑ์ในการบัญญัติกฎหมาย เพื่อให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจโดยชอบตามกฎหมายเป็นเครื่องมือในการบริหารราชการ หากมีการนำ Good Governance มาใช้ให้ถูกต้องเหมาะสมก็จะเป็นเรื่องที่ดีต่อประเทศชาติอย่างยิ่งซึ่งแท้ที่จริง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ใช้ Good Governance มาตั้งแต่ครั้งขึ้นครองราชย์สมบัติเมื่อ 60 ปีมาแล้ว โดยพระองค์ได้ทรงประกาศว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ขณะนั้น คำว่า Good Governance ก็ยังไม่เกิดและทรงรับสั่งว่า Good Governance คือ ธรรมะ และธรรมะ คือความดี จึงไม่ต้องแปลเป็นอย่างอื่นอีก และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงดำรงพระองค์อยู่ใน ทศพิธราชธรรม ซึ่งควรมีการนำมาใช้และปฏิบัติ เพราะเป็นของดีในบ้านเมือง ถือเป็นหลักปฏิบัติได้อย่างดี สอดคล้องกับภาวะสิ่งแวดล้อมธรรมชาติหลักนิยมวิธีคิดของคนไทย

พระราชกฤษฎีกา ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ประกาศราชกิจจานุเบกษา วันที่ 9 ตุลาคม 2546 จึงมีผลบังคับใช้ วันที่ 10 ตุลาคม 2546

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี บัญญัติ เนื้อหา แบ่งเป็น หมวด 53 มาตรา บทนิยาม 5 มาตรา
หมวด 1 การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
หมวด 2 การบริหารราชการเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขของประชาชน
หมวด 3 การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
หมวด 4 การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในภารกิจของรัฐ
หมวด 5 การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน
หมวด 6 การปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ
หมวด 7 การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน
หมวด 8 การประเมินผลการปฏิบัติงาน
หมวด 9 บทเบ็ดเตล็ด

ส่วนราชการที่จะต้องปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาฯ คือ
• ราชการส่วนกลาง ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม สำนักนายกรัฐมนตรี
• ราชการส่วนภูมิภาค ได้แก่ จังหวัด อำเภอ
• หน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายบริหาร

ส่วนราชการที่ไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาฯ คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้แก่
• องค์การบริหารส่วนตำบล
• เทศบาล ได้แก่ เทศบาลตำบล /เมือง /นคร
• องค์การบริหารส่วนจังหวัด
• กรุงเทพหมานคร
• เมืองพัทยา

ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการ ต้องปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกา ฯ
นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รักษาการตามพระราชกฤษฎีกาฯ

หมวด 1 การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี
มาตรา 6 การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ได้แก่ การบริหารราชการ เพื่อบรรลุเป้าหมายดังนี้
(1) เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน
(2) เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
(3) มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล เกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ
(4) ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น
(5) มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์
(6) ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ
(7) มีการประเมินผล การปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ

หมวด 2 การบริหารราชการเพื่อโยชน์สุขของประชาชน

มาตรา 7 – 8 การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน หมายถึง การปฏิบัติราชการที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความผาสุก และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ความสงบและปลอดภัยของสังคมส่วนรวม โดยถือว่าประชาชนเป็นศูนย์กลางในการได้รับบริการจากรัฐ ดังนี้
1) การกำหนดภารกิจของรัฐและส่วนราชการต้องเป็นไปเพื่อเป้าหมายดังกล่าว และสอดคล้องกับแนวนโยบายของรัฐ และนโยบายของ คณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อรัฐสภา
2) การปฏิบัติภารกิจของส่วนราชการต้องเป็นไปโดยซื่อสัตย์ สุจริต สามารถตรวจสอบได้ และเกิดประโยชน์สุข แก่ประชาชนทั้งในประเทศและท้องถิ่น
3) กรณีที่ภารกิจใดส่งผลกระทบต่อประชาชนต้องรับพิจารณาความเห็นและชี้แจงให้ประชาชนได้รับรู้และมีส่วนร่วมมากขึ้น
4) ข้าราชการต้องรับฟังความคิดเห็นและความพึงพอใจของสังคมและประชาชนผู้รับบริการ เพื่อปรับปรุงวิธีการปฏิบัติให้เหมาะสม
5) ในการปฏิบัติราชการ กรณีพบปัญหาอุปสรรคต้องจัดให้มีการแก้ไขโดยเร็ว

หมวด 3 การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ
มาตรา 9 การบริหารราชการแบบ มุ่งผลสัมฤทธิ์ หมายถึง การบริหารงานที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ (Outcomes) โดยมีตัวชี้วัด (Indicators) ที่เป็นรูปธรรม ซี่งจะสามารถสะท้อนผลงานว่ามีความสอดคล้องเป็นแนวเดียวกับภารกิจ และวัตถุประสงค์ที่กำหนดขึ้นไว้ รวมทั้งผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีความคุ้มค่ากับทรัพยากรที่ใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

ผลสัมฤทธิ์ (Results) = ผลผลิต (Outputs) + ผลลัพธ์ (Outcomes)

การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยให้ส่วนราชการกำหนดแผนการทำงานและมีวัตถุประสงค์ที่จะชี้วัดผลลัพธ์ของงานได้ ดังนี้
1. การปฏิบัติของส่วนราชการต้องสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ของภารกิจที่กระทำได้อย่างชัดเจน โดยการ
1.1 ภารกิจต่าง ๆ ต้องมีแผนปฏิบัติงานขึ้นไว้ล่วงหน้า
1.2 แผนปฏิบัติงานต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับระยะเวลา งบประมาณที่จะต้องใช้ เป้าหมาย ผลสัมฤทธิ์ และตัวชี้วัดความสำเร็จของภารกิจ
1.3 มีระบบการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามแผน
1.4 กรณีที่มีผลกระทบต่อประชาชน ส่วนราชการต้องปรับปรุงแก้ไขแผนให้เหมาะสม

มาตรา 10 การบริหารราชการแบบบรูณาการ มีแนวทางดังนี้
2.1 กรณีหลายส่วนราชการมีภารกิจเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันให้ส่วนราชการกำหนดแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การบริหารจัดการ (การวางแผน + การดำเนินการ + การใช้ทรัพยากร) เกิดผลสำเร็จในภารกิจตามเป้าหมายที่เป็นเอกภาพเดียวกัน
2.2 เนื่องจากมีการบริหารราชการแบบบูรณาการในจังหวัดและต่างประเทศ
จึงให้ส่วนราชการทุกแห่งมีหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติราชการของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือหัวหน้าคณะผู้แทนในต่างประทศ โดยใช้การมอบอำนาจ (ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2546)

มาตรา 11 การพัฒนาส่วนราชการให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
3.1 ต้องสร้างระบบให้สามารถรับรู้ข่าวสารได้อย่างกว้างขวาง
3.2 ต้องสามารถประมวลผลความรู้นำมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง รวมเร็ว เหมาะสมกับสถานการณ์
3.3 ต้องมีการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และมีคุณธรรม
3.4 ต้องมีการสร้างวิสัยทัศน์ ปรับเปลี่ยนทัศนคติ และ ความมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ร่วมกัน ในหมู่ข้าราชการ

มาตรา 12 จัดทำความตกลงในการปฏิบัติงาน โดยกำหนดให้มีการ ทำความตกลงในการปฏิบัติงานเป็นลายลักษณ์อักษร ระหว่างผู้กำหนดนโยบาย กับ ผู้รับผิดชอบในการนำนโยบายไปปฏิบัติในแต่ละเรื่อง เช่น
- ความตกลงระหว่างรัฐมนตรีกับปลัดกระทรวง
- ความตกลงระหว่างปลัดกระทรวงกับอธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่น ๆ ที่ต้องรับผิดชอบปฏิบัติภารกิจตามแผน
การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ โดยส่วนราชการ ต้องปฏิบัติ ดังนี้
==> จัดทำแผนปฏิบัติราชการไว้ล่วงหน้า (มาตรา 9)
==> แผนปฏิบัติราชการต้องมีขั้นตอน ระยะเวลา งบประมาณ เป้าหมาย ตัวชี้วัด ความสำเร็จ
==> ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรฐานที่ สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนด
==> กรณีเกิดผลกระทบต่อประชาชนต้องแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบ หรือเปลี่ยนแผนฯ
==> ภารกิจที่เกี่ยวข้องหลายส่วนราชการ ต้องบริหารแบบบูรณาการ (มาตรา 10)
==> พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อประยุกต์ใช้ปฏิบัติราชการ (มาตรา 11)
==> สำนักงาน ก.พ.ร. อาจเสนอ คณะรัฐมนตรี กำหนดมาตรการกำกับการปฏิบัติราชการ (มาตรา 12)
==> คณะรัฐมนตรีต้องจัดให้มีแผนบริหารราชการแผ่นดินตตลอดระยะเวลาการบริหารราชการของ คณะรัฐมนตรีโดยให้ สำนักเลขาธิการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงบประมาณ ร่วมกันจัดทำแผนฯ เสนอ คณะรัฐมนตรี ภายใน 90 วัน นับแต่ ครม. แถลงนโยบาย (มาตรา 13)
==> การจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดินตามพระราชกฤษฎีกาให้จัดทำแผน 4 ปี
(มาตรา 14)
==> ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีร่วมกันจัดทำแผน นิติบัญญัติ (มาตรา 15)
==> คณะรัฐมนตรี เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนนิติบัญญัติ (มาตรา 15)
==> ส่วนราชการ มีหน้าที่จัดทำแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการ จัดทำเป็นแผน 4 ปี(มาตรา 16)
==> รัฐมนตรี เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติราชการ (มาตรา 16)
==> เมื่อสิ้นปีงบประมาณ ส่วนราชการมีหน้าที่จัดทำรายงานแสดงผลสัมฤทธิ์ของแผนปฏิบัติราชการประจำปีเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (มาตรา 16)
หมวด 4 การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐให้ส่วนราชการดำเนินการ ดังนี้
• กำหนดเป้าหมาย แผนการทำงาน ระยะเวลาแล้วเสร็จของงานหรือโครงการ
งบประมาณที่จะต้องใช้ และเผยแพร่ให้ข้าราชการและประชาชนทราบ (มาตรา 20)
• จัดทำบัญชีต้นทุน คำนวณรายจ่ายต่อหน่วยและรายงานให้สำนักงบประมาณ
กรมบัญชีกลาง และ สำนักงาน ก.พ.ร. ทราบ (มาตรา 21)
• สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนัก
งบประมาณ ต้องร่วมกันประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจ (มาตรา 22)
• ส่วนราชการที่มีอำนาจอนุญาต อนุมัติ หรือให้ความเห็นชอบ ต้องแจ้งผลการ
พิจารณาให้ส่วนราชการที่ยื่นคำขอทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำขอ
(มาตรา 24)
• การสั่งราชการโดยปกติให้กระทำเป็นลายลักษณ์อักษร(มาตรา 26)

หมวด 5 ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติเกินความจำเป็น (มาตรา 27-32) = 6 มาตรา
1. การกระจายอำนาจการตัดสินใจ
1.1 ส่วนราชการกระจายอำนาจการตัดสินใจลงไปสู่ผู้ดำเนินการเรื่องนั้น ๆ โดยตรง และให้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย ตามความเหมาะสม และตามกำลังเงินงบประมาณ (มาตรา 27)
1.2 ส่วนราชการต้องจัดให้มีหลักเกณฑ์การควบคุม ติดตามกำกับดูแลการใช้อำนาจและความรับผิดชอบของ ผู้รับมอบ และผู้มอบ (มาตรา 27)
1.3 สำนักงาน กพร. จะกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือ แนวทางการกระจายอำนาจความรับผิดชอบ และการลดขั้นตอน ให้ส่วนราชการถือปฏิบัติก็ได้ (มาตรา 2
1.4 ส่วนราชการแต่ละแห่งต้องจัดทำแผนภูมิ ขั้นตอน และระยะเวลาดำเนินการ โดยเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ (มาตรา 29)

2. การจัดตั้งศูนย์บริการร่วม (มาตรา 31)
2.1 ปลัดกระทรวง มีหน้าที่จะต้องจัดให้มีศูนย์บริการร่วม ภายในกระทรวงเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน (มาตรา 30)
2.2 ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ต้องจัดให้มีเจ้าหน้าที่และแบบพิมพ์ที่จำเป็นในศูนย์บริการร่วม และพร้อมให้บริการประชาชนอย่างครบถ้วน (มาตรา 31)
2.3 หากศูนย์บริการร่วมมีปัญหา อุปสรรคในการดำเนินการเพราะกฎระเบียบวิธีการให้ส่วนราชการแจ้ง สำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อ เสนอปรับปรุง ต่อไป (มาตรา 31)
2.4 การจัดศูนย์บริการร่วมของกระทรวงให้รวมทั้ง จังหวัด, อำเภอ, กิ่งอำเภอ และสถานที่อื่นตามที่เห็นสมควร ด้วย (มาตรา 31)
• ข้อยกเว้น
1. ผู้บังคับบัญชามีความจำเป็นไม่อาจสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรในขณะนั้นจะสั่งราชการด้วยวาจาก็ได้
2. ให้ผู้รับคำสั่งบันทึกคำสั่งด้วยวาจาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร
3. เมื่อได้ปฏิบัติราชการตามคำสั่งดังกล่าวแล้วให้บันทึกรายงานให้ผู้สั่งราชการทราบในบันทึกให้อ้างอิงคำสั่งด้วยวาจาไว้ด้วย

หมวด 6 การปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ ส่วนราชการต้องดำเนินการ ดังนี้

1. การทบทวนภารกิจ
1.1 ส่วนราชการทบทวนภารกิจตามระยะเวลาที่ สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนดเพื่อตรวจสอบว่าภารกิจใดมีความจำเป็นต้องดำเนินการต่อไปหรือไม่ หากเห็นควรเปลี่ยนแปลง
เสนอ คณะรัฐมนตรี เพื่อปรับปรุงอำนาจหน้าที่ (มาตรา 33)
1.2 กรณีที่ สำนักงาน ก.พ.ร. วิเคราะห์ความจำเป็นของภารกิจส่วนราชการใดแล้วอาจ เสนอ คณะรัฐมนตรีปรับปรุงภารกิจ อำนาจหน้าที่ โครงสร้างหรือ อัตรากำลัง (มาตรา 34)

2. การทบทวนกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ
2.1 ส่วนราชการมีหน้าที่สำรวจ และทบทวนกฎระเบียบเพื่อยกเลิกปรับปรุง หรือให้มีขึ้นใหม่เพื่อให้ทันสมัย ลดภาระของประชาชนโดยรับฟังความคิดเห็นของประชาชนด้วย
(มาตรา 35)
2.2 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกามีหน้าที่ตรวจสอบ กฎระเบียบของทุก
ส่วนราชการ ถ้าไม่เหมาะสม ทันสมัย หรือเป็นภาระให้เสนอแก้ไขปรับปรุงหรือยกเลิก หากส่วนราชการไม่เห็นด้วยให้เสนอ คณะรัฐมนตรี วินิจฉัย (มาตรา 36)

หมวด 7 การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน
ส่วนราชการ ต้องดำเนินการ ดังนี้
• สำนักงาน กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จของงานแต่ละงาน และประกาศให้ประชาชนและ
ข้าราชการทราบ (มาตรา 37)
• ก.พ.ร. จะกำหนดเวลาแล้วเสร็จให้ส่วนราชการที่มิได้กำหนดระยะเวลาแล้วเสร็จ
ถือ ปฏิบัติได้ (มาตรา 37)
• ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ตรวจสอบให้ข้าราชการปฏิบัติงานให้แล้วเสร็จตามที่กำหนด(มาตรา 37)
• เป็นหน้าที่ของส่วนราชการต้องแจ้งประชาชนทราบภายใน 15 วัน กรณีประชาชน
ติดต่อสอบถามเป็นหนังสือ (มาตรา 3
• ส่วนราชการมีหน้าที่จัดให้มีระบบเครือข่ายสารสนเทศเพื่ออำนวยความสะดวกแก่
ประชาชนที่จะติดต่อสอบถามหรือขอข้อมูล (มาตรา 39)
• กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีหน้าที่จัดให้มีระบบเครือข่าย
สารสนเทศกลางขึ้น และมีหน้าที่ช่วยเหลือบุคลากร ค่าใช้จ่าย และข้อมูลในการ
ดำเนินการได้ (มาตรา 40)
• มีหน้าที่พิจารณาคำร้อง เสนอแนะ หรือความคิดเห็นเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติราชการอุปสรรคปัญหา ฯลฯ และให้แจ้งให้บุคคลผู้นั้นทราบ (มาตรา 41)
• การปฏิบัติราชการเรื่องใด ๆ โดยปกติให้ถือว่าเป็นเรื่องเปิดเผย (มาตรา 43)
ข้อยกเว้นที่ไม่ต้องเปิดเผย (มาตรา 43)
1. รักษาความมั่นคงของประเทศ
2. รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
3. รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน
4. คุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล
5. จึงให้กำหนดเป็นความลับได้ในที่จำเป็น
• ส่วนราชการต้องจัดให้มีการเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ (มาตรา 44)
1. งบประมาณรายจ่ายแต่ละปี
2. การจัดซื้อจัดจ้าง และสัญญาที่อนุมัติแล้ว

หมวด 8 การประเมินผลการปฏิบัติราชการ ส่วนราชการต้องดำเนินการ ดังนี้
• จัดให้มีคณะผู้ประเมินอิสระดำเนินการประเมินผลการปฏิบัติราชการของ
ส่วนราชการเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์คุณภาพการให้บริการ ความพึงพอใจของประชาชน
(มาตรา 45)
• ผู้รับบริการ ความคุ้มค่า ตามหลักเกณฑ์ที่ สำนักงาน ก.พ.ร. กำหนด (มาตรา 45)
• จัดให้มีการประเมินผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับก็ได้ โดยกระทำเป็นความลับ และเพื่อประโยชน์แห่งความสามัคคี (มาตรา 46)
• การประเมินผลการปฏิบัติงานของข้าราชการเพื่อการบริหารงานบุคคล ให้คำนึงถึงผลการปฏิบัติงานเฉพาะตัวของข้าราชการผู้นั้นในตำแหน่งที่ปฏิบัติประโยชน์ และ ผลสัมฤทธิ์ ที่ส่วนราชการได้รับ (มาตรา 47)

ส่วนราชการใด
1.ให้บริการที่มีคุณภาพและเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด
2. เป็นที่พึงพอใจแก่ประชาชน
3. ให้ สำนักงาน ก.พ.ร. เสนคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษเป็นบำเหน็ดความชอบแก่ส่วนราชการหรือให้ส่วนราชการใช้เงินงบประมาณเหลือจ่ายของส่วนราชการนั้นไปใช้ในการปรับปรุงการปฏิบัติงานหรือจัดสรร เป็นเงนรางวัลให้ข้าราชการในสังกัด (มาตรา 4
ส่วนราชการใด ดำเนินงานไปตามเป้าหมายเพิ่มผลงานและผลสัมฤทธิ์ โดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่าย
• ให้สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอคณะรัฐมนตรีจัดสรรเงินรางวัลการเพิ่มประสิทธิภาพ หรือใช้งบประมาณเงินเหลือจ่ายเพื่อนำไปใช้ปรับปรุงการปฏิบัติงานของส่วนราชการหรือจัดสรรเป็นเงินรางวัลให้ข้าราชการในสังกัด (มาตรา 49)

หมวด 9 บทเบ็ดเตล็ด ส่วนราชการต้องดำเนินการ ดังนี้

• ก.พ.ร. มีอำนาจขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ส่วนราชการต้องปฏิบัติการใดนอกเหนือจากพระราชกฤษฎีกานี้ (มาตรา 50)
• ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดทำหลักเกณฑ์และการบริหารบ้านเมืองที่ดีตามแนวทางของพระราชกฤษฎีกานี้ (มาตรา 52)
• กระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่ดูแลให้ความช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดทำหลักเกณฑ์ตามแนวทางของพระราชกฤษฎีกานี้ (มาตรา 52)
• องค์กรมหาชน และรัฐวิสาหกิจ ต้องจัดให้มีหลักเกณฑ์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีตามพระราชกฤษฎีกานี้ (มาตรา 53)
• องค์กรมหาชนและรัฐวิสาหกิจใด ไม่จัดทำหลักเกณฑ์ตามพระราชกฤษฎีกานี้ให้ สำนักงาน ก.พ.ร. มีหน้าที่แจ้งรัฐมนตรีที่มีหน้าที่กำกับดูแล พิจารณาสั่งการให้องค์กรมหาชนหรือรัฐวิสาหกิจนั้นดำเนินการให้ถูกต้อง ต่อไป (มาตรา 53)
หลักธรรมาภิบาล (Good Governance) เป็นหลักความถูกต้อง ที่ควรยึดถือปฏิบัติ
ในส่วนราชการ ส่วนราชการต้องจัดระบบเครือข่ายสารสนเทศของส่วนราชการ และให้เป็นระบบเดียวกันกับ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หน่วยงานที่ต้องจัดให้มีการประเมินความคุ้มค่าในการปฏิบัติภารกิจของรัฐเพื่อรายงาน คณะรัฐมนตรี ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงบประมาณ ในแต่ละปีงบประมาณให้จัดทำแผนปฏิบัติราชการประจำปีเสนอ รัฐมนตรีเห็นชอบ ส่วนราชการต้องจัดทำแผนปฏิบัติราชการเพื่อขอรับงบประมาณ หน่วยงานที่ต้องร่วมกันกำหนดแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติราชการได้แก่ สำนักงบประมาณ และ สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกันจัดทำแผนฯใน พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546

ส่วนราชการ หมายถึง กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานอื่นของรัฐที่อยู่ในกำกับของราชการฝ่ายบริหาร ในการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ส่วนราชการต้องดำเนินการโดยถือว่าประชาชนเป็นศูนย์กลาง ในหมวด 3 ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการเพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ เมื่อมีการประกาศบังคับใช้แผนบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีร่วมกันพิจารณาจัดทำแผนนิติบัญญัติ เมื่อคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งให้ หัวหน้าส่วนราชการ มีหน้าที่สรุปผลการปฏิบัติราชการและให้ข้อมูลต่อ นายกรัฐมนตรี คนใหม่ตามที่สั่งการ การบริหารราชการอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐบัญญัติไว้ใน หมวด 4 ส่วนการกระจ่ายอำนาจการตัดสินใจเกี่ยวกับการสั่งการ การอนุญาต การอนุ

chatchai1 2011-05-20 18:28
ปรับปรุงให้ทันสมัยล่าสุด54!!!
จำหน่ายเอกสารแนวข้อสอบตำรวจชั้นประทวน ชั้นสัญญาบัตร
สำหรับบุคคลภายนอกวุฒิปริญญาตรีทั้งสายอำนวยการ สายปราบปราม
สำหรับสอบภาค ก (สำนักงาน ก.พ.)
เป็นการรวบรวมข้อสอบเก่าที่ออกบ่อยๆ วิเคราะห์ข้อสอบ ดักเก็ง เจาะประเด็นเนื้อหา ข้อสอบเพิ่มเติม
ผมเชื่อว่าไม่ผิดหวังแน่นอน ครั้งนี้เป็นโอกาสสำหรับคุณ............
(คุณมีข้อมูลมากกว่าคนอื่น โอกาสคุณจะมากกว่าแน่นอน คุณคือผู้ชนะ!!!)
ส่งทางe-mail เป็นไฟล์เอกสาร นำไปปริ้นอ่านได้เลย พิเศษสุด 399 บาท
ชุดตำรวจ VCD สายอำนวยการ สายปราบปราม ส่งทางไปรษณีย์ ชุด2,500บาท
ชุดสอบภาค ก (สำนักงาน ก.พ.) VCD ชุดละ 1,550 บาท
กรุณาชำระค่าสินค้าและบริการ 549-2-06392-6 กสิกร chatchai
โอนเงินแล้วโทรแจ้งที่  087-3740666  tan2551@hotmail.com http://www.sorbtid.com/


เวอร์ชันเต็ม: [-- สรุปสาระสำคัญ พรฎ.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 --] [-- top --]


Powered by phpwind v8.3 Code ©2003-2010 phpwind
Time 0.015864 second(s),query:2 Gzip enabled